"เอลนีโญ" รอบใหม่ โดนทั้งโซ่อาหารไทย รอบนี้ อาจทำข้าวหาย 5.4 ล้านตัน
"เอลนีโญ" รอบใหม่ ไม่กระทบแค่ชาวนา แต่สั่นทั้งห่วงโซ่อาหารไทย รอบนี้ อาจทำให้ข้าวหาย 5.4 ล้านตัน Krungthai COMPASS ชี้ ภาคเกษตรไทย เสียหายกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท
"เอลนีโญ" มีแนวโน้มรุนแรงในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท โดย "ข้าว" เป็นพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไป 5.4 ล้านตัน มูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท เนื่องจากภาคเกษตรไทยใช้น้ำถึง 3 ใน 4 ของประเทศ และพื้นที่เพาะปลูกกว่า 80% ยังพึ่งพาน้ำฝน ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกษตรกร แต่ยังส่งต่อไปถึงโรงสี อุตสาหกรรมอาหาร และห่วงโซ่อุปทาน จากผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อและดันเงินเฟ้ออาหารในระยะต่อไป จึงเป็นสัญญาณให้ทุกภาคส่วนเร่งวางแผนรับมือ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี และการปรับตัวเพื่อรับมือความผันผวนของสภาพอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
อะไรคือสัญญาณการกลับมาของ “เอลนีโญ”
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า “เอลนีโญ” กำลังกลับมา คือการที่ดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ปรับลดลงสู่ระดับติดลบต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 ดัชนี SOI อยู่ที่ -11 และ -14 หรือเฉลี่ยอยู่ที่ -13 สะท้อนว่าภาวะเอลนีโญเริ่มก่อตัวชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ อีกสัญญาณที่น่ากังวลคือความถี่ของการเกิดเอลนีโญที่เพิ่มขึ้น โดยก่อนเกิดเอลนีโญรุนแรงในปี 2558-2559 ไทยเคยเผชิญเอลนีโญในปี 2552-2553 หรือห่างราว 5 ปี แต่หลังจากนั้นเอลนีโญเกิดซ้ำในปี 2562-2563 และ 2566-2567 หรือเฉลี่ยทุก 3 ปี และล่าสุดในปี 2569 หรือภายใน 2 ปี ส่งผลให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง
ปริมาณน้ำใช้การได้ของไทยล่าสุดอยู่ในระดับไหน
ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้ โดยรวมทั้งประเทศเริ่มปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะภาคกลาง โดยข้อมูล ณ 6 มิ.ย. 2569 ปริมาณน้ำใช้การได้ของภาคกลางอยู่ที่ราว 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤติซึ่งอยู่ที่ราว 30% สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญโดยเฉพาะข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งข้าวนาปีจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายปี 2569 รวมทั้งข้าวนาปรังที่เพาะปลูกในภาคกลางเป็นหลัก ที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2570
เอลนีโญรอบนี้จะกระทบเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางใด?
เอลนีโญรอบนี้ อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยผ่านผลกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยผลกระทบหลักจะส่งผ่านสภาพอากาศที่แห้งแล้งซึ่งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้การอยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตของพืชหลายชนิด ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยทีเพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงและยิ่งซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตรให้ปรับลดลงมากขึ้น
ผลกระทบส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทย 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่
(1) รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง จากปริมาณผลผลิตที่หดตัว ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร
(2) ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป
เอลนีโญรอบนี้กระทบแค่ไหน?
Krungthai COMPASS ประเมินว่า เอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท หรือ คิดเป็น 0.31% ของ GDP1 โดยคาดว่า จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School2 และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)3 ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไปราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่า 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่า 8,098 ล้านบาท
ผลผลิตที่ลดลงกระทบรายได้เกษตรกรแค่ไหน?
รายได้เกษตรกรในปี 2569 - 70 มีแนวโน้มลดลงจากปี 2568 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 10 ปีย้อนหลัง จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2569 คาดจะลดลงราว -8% จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราว -18% จากผลกระทบของเอลนีโญ ส่วนในปี 2570 คาดลดลงต่อเนื่อง -2% ซึ่งเกิดจากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิตและราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราว -5% จากผลของเอลนีโญ
ผลผลิตข้าวเสี่ยง โรงสีจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
ธุรกิจโรงสีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากภาวะภัยแล้งในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงและอุปทานข้าวเปลือกตึงตัว โดยคาดว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าสู่โรงสีจะลดลงราว 18% ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 7,305 บาทต่อตัน เป็นราว 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายส่งข้าวสารปรับเพิ่มได้เพียง 7% เนื่องจากถูกจำกัดด้วยการแข่งขันจากตลาดส่งออก ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง อีกทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังซ้ำเติมภาระต้นทุน โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3%
"เอลนีโญ" รอบนี้จึงไม่ใช่เพียงความเสี่ยงจากภัยแล้ง แต่เป็นบททดสอบความพร้อมของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย หากทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ ใช้เทคโนโลยีการเกษตร และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ก็จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาพอากาศที่มีแนวโน้มผันผวนและรุนแรงขึ้นในอนาคตได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB